HEGL

เรียนได้ค่ะ เพราะจริงๆแล้ว เด็กก็สามารถฟังเสียงคุณพ่อ คุณแม่มาตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว เด็กแรกเกิด ก็เหมือนผ้าขาวที่ เราสามารถ ป้อนข้อมูลให้กับเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการฟัง การมอง และ การสัมผัส หลักสูตรเฮกุรุที่คิดค้น โดยคุณครูรุยโกะจะเน้นการพัฒนาสมองซีกขวา โดยการกระตุ้นให้สมองซีกขวาทำงานเต็มศักยภาพ

หนึ่งในสาเหตุที่เด็กพูดช้า อาจเป็นเพราะเด็กไม่อยากจะพูดเอง หรือ ไม่ได้รับการส่งเสริมทักษะ การฟังที่เพียงพอ เฮกุรุเราจะเน้นการสอน โดยการใช้เสียงดัง เนื้อหาการสอนที่เร็ว และ อัดแน่นด้วยปริมาณความรู้จำนวนมาก ซึ่งมีตัวอย่างเด็กญี่ปุ่นที่มีปัญหาการพูดช้า แต่เมื่อมาเรียนที่เฮกุรุ แล้วได้มีการกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวาไปในระยะนึง เด็กก็จะเริ่มพูดได้เอง และ สามารถถ่ายทอด คำต่างๆ ออกมามาก และเรียนรู้คำพูดต่างๆ ได้เร็วมาก

ธรรมชาติของเด็กคือ การชั่งสังเกตุ และขี้สงสัย ชอบเล่น ชอบถามไม่หยุด ไม่มีสมาธิทำสิ่งสิ่งหนึ่งได้นานๆ ดังนั้นในบางครั้งที่เด็ก มีอาการดังกล่าวไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้น ซึ่ง คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดและสงสัยไปเอง หากแต่ถ้าเด็กเป็นเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นจริง ๆ แล้วนั้น หลักสูตรของเฮกุรุ ได้เคยพัฒนา เด็กที่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น โดยสามารถสอนให้เด็ก เพิ่มในส่วนของความอดทน และ มีสมาธิได้ดีขึ้น กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นมาแล้วที่เฮกุรุ ประเทศญี่ปุ่น คือ เด็กที่เป็นออทิสติกที่มาเรียนกับเรา สามารถเติบโต และ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ พร้อมกับการพัฒนาสองซีกขวา ที่เป็นส่วนช่วยดึง ความถนัดพิเศษส่วนบุคคล ของเด็กคนนั้นขึ้นมาใช้อย่างเต็มที่ และด้วยแรงสนับสนุนของครอบครัว และ คุณครู ทำให้เด็กคนนี้สามารถเข้าทำงานในบริษัทได้เหมือนคนปกติทั่วไป

โดยพื้นฐานแล้ว ผลลัพธ์ด้านสมาธิและความจำ สามารถเห็นได้ในเด็กส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้นรูปแบบและจังหวะของการพัฒนาผลลัพธ์จึงแตกต่างกันไป หากมองพัฒนาการของเด็กในภาพรวมรอบด้าน ก็จะเห็นได้ว่าเด็กทุกคนมีการพัฒนาและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่หากผู้ปกครองมุ่งสังเกตเพียงความสามารถบางด้านเป็นพิเศษ อาจทำให้รู้สึกว่ายังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ที่เฮกุรุมีคุณครูคอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยสนับสนุนให้เด็กพัฒนาไปสู่ผลลัพธ์ที่ผู้ปกครองคาดหวังได้อย่างเหมาะสม จึงสามารถมั่นใจได้ในกระบวนการเรียนรู้ค่ะ

ความแตกต่างอยู่ที่ คุณภาพของการเรียนการสอนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HEGL มีองค์ความรู้และวิธีการพัฒนา สมองซีกขวา ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับ การศึกษาด้านจิตใจผ่าน “มนุษยศึกษา” ควบคู่กันไป ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของหลักสูตร เมื่อการพัฒนาสมองและการเติบโตทางจิตใจส่งเสริมซึ่งกันและกัน จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เฮกุรุไม่ใช่สถาบันกวดวิชา จึงไม่ได้เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาของนักเรียนแต่ละคนอย่างเป็นทางการอย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม จะพบว่านักเรียนจำนวนมากสามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ รวมถึง คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนและสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในกรณีของเด็กที่ไม่ได้สอบเข้าโรงเรียนมัธยมต้นแบบแข่งขัน เด็กจำนวนมากสามารถเข้าเรียนใน โรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำของพื้นที่ และยังมีนักเรียนไม่น้อยที่สามารถ ทำคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนชั้นนำเหล่านั้น ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน โดยทั่วไปเด็กมักเริ่มรู้สึกถึงผลลัพธ์ของการเรียนรู้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนถึงครึ่งปี และเมื่อผ่านไปประมาณ 1 ปี จะสามารถสังเกตได้ว่าความสามารถในหลากหลายด้านได้ค่อย ๆ พัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่ช่วง ระดับประถมศึกษา ความสามารถในระดับที่เรียกว่า “การอ่านขั้นสูง (การอ่านฮาโดะ)” มักจะเริ่มพัฒนาในช่วง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 ดังนั้น การเข้ารับการเรียนในหลักสูตรเพิ่มเติม เช่น PAD ในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างและยืนยันผลลัพธ์ของการพัฒนาศักยภาพให้มีความชัดเจนและมั่นคงยิ่งขึ้น

สิ่งแรกที่สำคัญคือ การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังบ่อย ๆ นอกจากนี้ การอ่าน เรื่องราวของบุคคลต้นแบบหรือบุคคลสำคัญ (ชีวประวัติ) ก็ช่วยให้เด็กเรียนรู้คุณค่าและแรงบันดาลใจได้ดี เมื่อเด็กโตพอที่จะอ่านเองได้ ก็ควรให้เขาอ่านหนังสือที่เหมาะสมกับวัยด้วยตนเอง เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยประถม สามารถให้เด็กอ่าน “บทเรียนชีวิต” ทีละตอน และชวนให้เด็กคิด วิเคราะห์ และสะท้อนความหมายจากเรื่องราวนั้น นอกจากนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมหรือหลักสูตรเกี่ยวกับ มนุษยศึกษา ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้คุณค่าของการเป็นมนุษย์ และพัฒนารากฐานทางจิตใจที่สำคัญ

โดยทั่วไป ช่วงอายุ 3 ปี, 8 ปี และ 14 ปี มักเป็นช่วงที่เด็กเข้าสู่ระยะของการต่อต้านตามพัฒนาการ หากผู้ปกครองตอบโต้ด้วยความเข้มงวดมากเกินไป เด็กก็อาจยิ่งแสดงการต่อต้านมากขึ้น ในช่วงเวลานี้ ควรพยายาม รับฟังและยอมรับพฤติกรรมของเด็กอย่างยืดหยุ่น เด็กเองก็อยู่ในช่วงของการเติบโตและกำลังเผชิญกับความสับสนหรือความขัดแย้งภายในใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาเช่นกัน หากผู้ปกครองพยายามเข้าใจและยอมรับความรู้สึกของเด็ก แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยให้ท่าทีและพฤติกรรมของเด็กค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ในกรณีที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ อาจเป็นเรื่องยากที่จะจัดเวลาทำกิจกรรมพัฒนาการกับลูกที่บ้านได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การมาเรียนที่สถาบันจึงช่วยให้สามารถใช้ ช่วงเวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่เฮกุรุ หลักสูตรการเรียนถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระของครอบครัวให้มากที่สุด โดยมี ครูผู้สอนสองคนในชั้นเรียน ทำให้สามารถทำกิจกรรมและฝึกทักษะต่าง ๆ ได้มากขึ้น ส่งผลให้เด็กเห็นพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสถาบันบางแห่ง อาจมีการแนะนำให้ผู้ปกครองทำกิจกรรมจำนวนมากที่บ้าน หรือซื้อสื่อการเรียนเพิ่มเติมหลายอย่าง แต่ที่ HEGL จะเน้นใช้ สื่อการเรียนที่จำเป็นจริง ๆ และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง โดยหลักการแล้ว เพียงมาเรียนอย่างสม่ำเสมอก็สามารถเห็นพัฒนาการได้ และหากครอบครัวสามารถช่วยเสริมกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ้านได้บ้าง ก็จะช่วยให้ผลลัพธ์ยิ่งดีขึ้นไปอีก

เด็กที่ขาดความมั่นใจในตนเอง มักจะพูดว่า “ทำไม่ได้” อย่างรวดเร็ว การพูดคำว่า “ทำไม่ได้” บางครั้งเป็นวิธีที่เด็กใช้เพื่อปลอบใจตนเอง หรือเป็นการเตรียมใจเผื่อในกรณีที่ทำไม่สำเร็จ ในหลายกรณี เมื่อเด็กทำสิ่งใดไม่สำเร็จ ความรู้สึกกังวลลึก ๆ เช่น “แม่จะดุหรือเปล่า” หรือ “จะยังถูกรักอยู่ไหม” อาจซ่อนอยู่ภายในใจของเด็ก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ การมอบความรักและความอบอุ่นให้เด็กอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน การแสดงความรักผ่านการกอด การสัมผัสอย่างอ่อนโยน หรือการพูดให้กำลังใจ เช่น “ไม่เป็นไรนะ” หรือ “หนูทำได้ดีแล้ว” ล้วนมีผลดีต่อจิตใจของเด็ก นอกจากนี้ การชื่นชมในสิ่งดี ๆ ของเด็กอย่างชัดเจน เช่น “รอยยิ้มของหนูน่ารักมาก” หรือ “วันนี้หนูดูสดใสมากเลย” คำพูดเหล่านี้จะช่วยให้เด็ก รู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับ และความรู้สึกนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจในตัวเองในที่สุด